-_

2009/Nov/27


 ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า 'ผมอิจฉาไอ้สุเกียรติ'

 ไอ้สุเกียรติ หรือที่ผมชอบเรียกมันว่าไอ้เกียรติเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม เราสองคนมีบ้านอยู่ใกล้กัน จะเรียกว่ามันเป็นเพื่อนคนแรกของผมเลยก็ว่าได้ ตอนเด็กๆ เราเรียนที่โรงเรียนเดียวกัน แถมยังห้องเดียวกันอีก จนมาแยกกันก็เมื่อตอนจบชั้น ป.6 เพราะตอนนั้นมันได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่น ผมยังจำได้เลยว่ามันเคยขี้แตกในห้องเรียนตอนชั่วโมงวิชาสุขศึกษาเมื่อตอนมันอยู่ชั้น ป.2 แต่ถึงแม้ว่าทั้งผมและมันจะไม่ได้เรียนที่เดียวกันแล้ว ในช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียนพวกเราก็ยังแวะไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

 ช่วงมัธยมต้นผมและไอ้เกียรติคลั่งเพลงร็อคกันมาก ตอนเย็นเรามักจะหยิบเอาอัลบั้มเพลงของศิลปินที่พวกเราชื่นชอบมานั่งฟังกันอยู่เสมอ ถ้าไม่เป็นบ้านผมก็บ้านไอ้เกียรตินั่นแหละ ชาวบ้านแถวนั้นหากเดินผ่านบ้านของเราสองคนในช่วงเย็นๆ เมื่อไหร่ก็จะได้ยินเพลงของวง Limp Bizkit เอย วง Korn เอย วง Slipknot เอย ดังสนั่นออกมาอยู่เสมอๆ ส่วนเราสองคนน่ะเหรอ เหอะๆๆ กระโดดโยกหัวกันอยู่ในห้องนั่นล่ะครับ และอาจเพราะอิทธิพลของสื่อต่างๆ ทำให้ผมและไอ้เกียรติเผลอคิดไปเองว่าสักวันเราต้องได้กลายเป็นร็อคสตาร์บ้าง ในช่วงนั้นของชีวิตทั้งผมและมันเลยคิดที่จะตั้งวงดนตรีขึ้นมาสักวงเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง และเพื่อให้สาวๆ มากรี๊ดบ้าง...ก็เท่านั้นเอง

 เราเริ่มมาห่างๆ กัน ก็ตอนที่จบชั้น ม.3 ไอ้เกียรติมันไปสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังได้และเรียนต่อจนจบชั้น ม.6 ส่วนผมนั้นหลังจากจบ ม.3 แล้วก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง ช่วงนี้ผมติดเพื่อนมากและกลับบ้านดึกทุกวันเพราะมัวแต่ไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนกลับมาถึงบ้านทีไรมองไปทางบ้านไอ้เกียรติก็ยังเห็นไฟที่ห้องของมันสว่างอยู่ทุกคืน มารู้เอาตอนหลังว่าไอ้เกียรติมันขยันอ่านหนังสือจนดึกทุกคืนเพราะอยากสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังในคณะที่มันไฝ่ฝัน ส่วนผมน่ะเหรอ..หลังจากเมากลับมาถึงบ้าน ก่อนนอนก็ต้องเปิดเพลงร็อค และเล่นกีต้าร์จนหลับไปทุกคืน

 และแล้วความขยันของไอ้เกียรติก็ส่งผลให้มันได้เข้าเรียนในมหาลัยที่มันอยากเข้าได้สำเร็จ แม่มันดีใจจนแทบจะปิดซอยเลี้ยงฉลองกันเลยล่ะครับ ส่วนตัวผมเองนั้นเปรียบกับมันก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ถ้าด้านของไอ้เกียรติเป็นหัว ของผมก็ต้องเป็นก้อย จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่เห็นความสำคัญของการเรียนอีกต่อไป หลังจากจบอาชีวะ ผมตัดสินใจว่าจะเป็นนักดนตรีและเริ่มเล่นดนตรีตามผับกับเพื่อนๆ เพลงที่เล่นก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นเพลงแนวไหน

 ไม่น่าเชื่อว่าเวลา 4 ปีจะผ่านไปไวเพียงแค่เคาะหนึ่งบรรทัด ไอ้เกียรติเรียนจบปริญญาตรีด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 1 คราวนี้แม่มันปิดซอยเลี้ยงจริงๆ ครับท่าน ยังจำได้ว่าวันนั้นผมยังไปกินเหล้าและแสดงความยินดีกับมันอยู่เลย แต่ด้วยความที่เราห่างกันมานาน ผมกับมันเลยไม่ค่อยมีเรื่องอะไรจะคุยกันมากเท่าไหร่นัก ถามมันว่ามันยังฟังเพลงร็อคอยู่มั้ย มันบอกว่าเลิกฟังไปตั้งแต่ตอนเตรียมสอบเอ็นท์แล้ว แต่มันฝากให้ผมทำความฝันอีกครึ่งหนึ่งของมันให้เป็นจริงด้วย นั่นคือมีอัลบั้มของตัวเองออกมาสักชุด มันสัญญากับผมว่าถ้าผมทำสำเร็จเมื่อไหร่ มันจะมานั่งกินเหล้าแล้วก็คุยเรื่องความหลังกันให้ถึงเช้าไปเลย ไม่รู้ว่ามันพูดเพราะความเมาหรือเปล่า...

 หลังจากจบมหาลัยได้ไม่นาน ไอ้เกียรติก็เริ่มทำงานโดยเป็นครีเอทีฟให้กับบริษัทโฆษณาชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้ข่าวว่าเงินเดือนของมันนั้นหลายหมื่น ผมเคยเจอมันบ้างตอนที่มันกลับมาจากที่ทำงาน ทั้งการแต่งตัว รูปร่าง หน้าตา และรถที่มันขับนั้น ช่างเหมือนว่ามันหลุดออกมาจากนิตยสารคลีโอ ประมาณว่ามันเป็น 1 ใน 50 หนุ่มในฝันของสาวๆ ทั้งประเทศยังไงยังงั้น พูดให้ชัดๆ ก็คือทำไมมันดูดี บูติคได้ยังงี้วะเนี่ย!! ในขณะที่ผม...ไว้ผมทรงเดร็ดล็อค ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์สามส่วน และโคตรอ้วนเพราะว่าซัดเบียร์ทุกวันตอนไปเล่นดนตรีที่ผับ ส่วนเรื่องเงินเดือนนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งน้ำข้น...

 แต่เย็นวันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป...เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ในขณะที่ผมกำลังนั่งเกาหัวอ่านหนังสือโป๊อยู่เพลินๆ ปลายสายเป็นเสียงของเพื่อนร่วมวงคนหนึ่ง มันโทรมาเสียงสั่นๆ ตอนแรกนึกว่าญาติมันตาย...แต่ไม่ใช่ ข่าวดีที่มันบอกทำให้ผมกระโดดตัวลอยพร้อมกับร้องคำรามเสียงฮาร์ดคอร์ลั่นบ้าน แม่ผมแกคงตกใจนึกว่าใครมาล้มควายที่บ้านเลยวิ่งลงมาถามว่ามึงเป็นอะไร ผมยิ้มทั้งน้ำตาตอบแม่ไปว่า "แม่ครับผมได้เซ็นสัญญาออกเทปแล้ว" ถึงแม่ผมจะไม่ได้ปิดซอยเลี้ยงแบบแม่ไอ้เกียรติ แต่ผมรู้ว่าท่านเองก็ดีใจอยู่ไม่น้อย ผมรีบออกจากบ้านไปเลี้ยงฉลองกับเพื่อนในวง ณ ร้านเหล้าร้านประจำที่อยู่แถวมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ชอบร้านนี้มากเพราะสาวเยอะ ก่อนออกจากบ้านผมสวนกับไอ้เกียรตืพอดี เลยบอกข่าวดีมัน มันยิ้มดีใจกับผมและบอกว่าวันพรุ่งนี้เย็นมันจะมานั่งกินเหล้าที่บ้านผมจนถึงเช้าตามสัญญา ใจผมคิด...มันยังจำได้แสดงว่าวันนั้นที่มันพูดมันไม่ได้เมา

 ระหว่างที่ดื่มอยู่ภายในร้านผมมานั่งคิด...หลายปีหลังๆ มานี้ที่ผมไม่ได้คุยกับไอ้เกียรติ อาจเป็นเพราะผมรู้สึกว่ามันต่างจากผม พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน ตั้งแต่จบ ม.3 ไอ้เกียรติมันก็กลายเป็น 'มนุษย์กึ่งสำเร็จรูป' ที่เริ่มทำตามขั้นตอนของสังคมทุกอย่างจนออกมาจากโรงงานและกลายเป็นสินค้าเกรดเอชั้นเยี่ยมที่มีอยู่ในท้องตลาด จะว่าผมขวางโลกก็ได้นะ แต่ต่อให้ผมนั่งไทม์แมชชีนของโดเรม่อนได้ หรือต่อให้ผมต้องนอนจมซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปจนตาย ผมก็ยังเลือกที่จะไม่เรียนอยู่เหมือนเดิม ไม่รู้สิ...ผมว่าชีวิตคนเรามันต่างกัน และเราทุกคนเลือกทางเดินของตัวเองได้ แน่ะ!! เสือกมาปรัชญาอะไรกันตอนเมา ผมยิ้มให้กับตัวเองก่อนที่จะยกแก้วขึ้นชนกับเพื่อนๆ และดื่มจนหมด คืนนั้นยอมรับครับ...ว่าเมาปลิ้นจริงๆ

 เย็นวันรุ่งขึ้นในขณะที่ผมนั่งรอไอ้เกียรติอยู่ ไม่นานก็เห็นมันขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน แล้วหันมาบอกว่า "เดี๋ยวกูไปทำธุระก่อนนะ แล้วจะมานั่งกินด้วย มึงจะไปกับกูมั้ย" ตอนนั้นไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่จึงตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไปกับมัน ระหว่างทางเราสองคนไม่ได้คุยอะไรกันเลย ไอ้เกียรติจอดรถภายในวัดแห่งหนึ่ง ผมเดินตามมันไปจนรู้ว่ามันมางานศพ เวรแล้วท่าน!! มางานศพก็ไม่บอก นี่ผมใส่กางเกงยีนส์สามส่วนมานะเนี่ย เจ้าภาพด่าเปิงแน่ ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะเดินออกไปรอมันด้านนอกงาน สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแม่ของผมที่ใส่ชุดดำและกำลังร้องไห้อยู่เหมือนกับว่ามีใครตาย มองผ่านแม่ไปเห็นโลงศพตั้งอยู่ข้างหลัง หัวใจแทบจะหยุดเต้น เมื่อเห็นภาพขาวดำของตัวเองตั้งอยู่ด้านหน้าโลงศพ!!

 ใจคิดย้อนกลับไปคืนที่เมาปลิ้น...คืนนั้นขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้านคนเดียว เห็นถนนไม่ค่อยชัดทุกอย่างมันเบลอๆ ไปหมด รู้สึกว่าตัวเองง่วงมาก รู้สึกตัวอีกทีมีเสียงโครมดังสนั่น มอเตอร์ไซด์อยู่ที่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าตัวเองนั้นนอนอยู่ข้างถนน อาจเพราะฤทธิ์ของแอลกฮอล์ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่รู้สึก...ว่าหนาวข้างในเหลือเกิน

 ไอ้เกียรตินั่งอยู่ที่ม้าหินหน้าบ้าน บนโต๊ะม้าหินมีเหล้ายี่ห้อ Red Lable และขวดโซดาวางอยู่ พร้อมกับแก้ว 2 ใบ หลังจากมันชงเหล้าเสร็จทั้ง 2 แก้ว มันก็ยกแก้วของมันขึ้นแล้วบอกกับผม "ไปดีเถอะนะเพื่อน"

 ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า 'ผมอิจฉาไอ้สุเกียรติ'

 ไม่ใช่เพราะว่ามันเรียนเก่ง มีการศึกษา มีการงานดี แถมยังหน้าตาดีอีกต่างหาก แต่ผมอิจฉาที่มันยัง 'ได้ใช้ชีวิต' ในขณะที่ผมไม่มีโอกาสนั้นอีกต่อไปแล้ว....

 


27 พฤศจิกายน 2552
'วราห์ชา'

edit @ 27 Nov 2009 19:33:58 by กูหมี

Comment

Comment:

Tweet


Hot!
#2 by sweettoxic At 2009-12-03 14:22,
โอ้ว สุดยอดHot!
#1 by ตูดเป็ด เป็ดแก่ At 2009-11-27 15:29,