-_

2008/Apr/28



"พี่สมชาย นี่ฉันสมศรีไง พี่จำฉันไม่ได้เหรอ ?"
เสียงหญิงสาวร้องตะโกนเรียกชายหนุ่มในชุทสูทสีดำ
( หญิงสาวหน้าสะสวยแบบคนต่างจังหวัด ประมาณรองอันดับสามประกวดงานเทพีสงกรานต์ประจำหมู่บ้าน )

ชายหนุ่มหันหน้ามามองเพียงครู่เดียว ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของเขา
( ชายหนุ่มหน้าตาชนบท ชนชั้นกรรมาชีพ ลักษณะโหนกแก้มสูง คล้ายคนที่เล่นโฆษณา จน..เครียด..กินเหล้า )
ก่อนที่เขาจะก้าวขาเข้าไปในรถบีเอ็มสีน้ำเงินคันงาม
แต่หากมีใครสามารถมองลอดผ่านแว่นตาเรย์แบนสีดำที่ปิดบังดวงตาของเขาได้
ก็คงจะเห็นว่ามีน้ำใสใสคลออยู่ที่ทั้งดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่ม

เขาเอนหลังพิงเบาะหนังสีดำภายในรถคันงาม พร้อมกับบอกให้คนขับรถออกรถได้

"เอ่อ บอสครับ"
"กูบอกแล้วไง อยู่กันสองคนไม่ต้องเรียกกูว่าบอส" สมชายบอกกับคนขับรถพร้อมกับถอดแว่นตาออก

"พี่สมชายครับ พี่จำพี่สมศรีไม่ได้จริงๆ เหรอพี่"
"หึหึหึ ไอ้สิงห์เอ้ย สำหรับพี่ อีสมศรีมันตายห่าไปนานแล้วว่ะ"

ภาพค่อยๆ เฟดย้อนกลับไปยังอดีต มีเพลงลูกทุ่งบรรเลงคลอ
เราจะเห็นภาพของหนุ่มสาวคู่หนึ่งกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ข้างนาข้าว
แน่นอน ไอ้คุณสมชายเมื่อครู่กับยอดดวงใจของมันอีสมศรีนั่นเอง

"พี่สมชาย เบาๆ หน่อยสิจ๊ะ เดี๋ยวแก้มศรีก็ช้ำกันพอดี"
"โธ่ ศรี พรุ่งนี้ ศรีก็จะเข้ากรุงเทพแล้ว ขอพี่เก็บกลิ่นแก้มศรีไว้ให้เต็มปอดหน่อยเถอะ"
ว่าแล้ว สมชาย ก็หอมแก้มสาวเจ้าอีกฟอดใหญ่

"แหม พี่สมชายละก็ ทำเหมือนกับว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกยังงั้นล่ะ"
"จะไม่ให้พี่กลัวได้ยังไงล่ะ ศรีเคยดูมั้ย หนังเรื่อง 'แผลเก่า' น่ะ แม่งโคตรเศร้าเลยนะ พี่กลัวคู่เราจะเป็นแบบในหนังน่ะ"

"พี่น่ะ ดูหนังมากไปแล้ว เอาไว้ศรีจะโทรศัพท์มาหาพี่ทุกวันเลยนะ พี่จะได้ไม่ต้องคิดมาก"
"ดีจ๊ะ งั้นถ้าวันไหนพี่คิดถึง ศรี พี่จะยิงไปนะจ๊ะ ช่วงนี้มีโจรมาขโมยข้าวที่นาบ่อยเหลือเกิน พี่เลยไม่ค่อยมีตังซื้อบัตรเติมเงิน แหะๆ"
หญิงสาวยิ้มให้กับคนรักแทนคำตอบ แล้วหนุ่มสาวทั้งคู่ก็ค่อยๆ กอดกันล้มตัวนอนลงบนเสื่อที่ปูเอาไว้เป็นอย่างดี

วันเวลาล่วงเลยผ่านไป อาทิตย์แรกที่หญิงสาวจากไป เธอโทรหาสมชายทุกๆ หนึ่งชั่วโมง
"ฮัลโหล ที่รัก คิดถึงนะจ๊ะ จุ๊บๆ"
"จ๊ะ ศรี ก็คิดถึงพี่เหมือนกัน จุ๊บๆ"

สองอาทิตย์ล่วงผ่านไป หญิงสาวไม่ค่อยโทรมาหาชายหนุ่มถี่เหมือนดังแต่ก่อน ต้องให้ชายหนุ่มยิงไปก่อนทุกครั้ง
"ฮัลโหล ที่รัก ทำไรอยู่ ไม่โทรหาเขาเลยอ่ะ"
"พี่อย่ายิงมาบ่อยนะ ศรี ไม่ค่อยมีตังแล้วอ่ะ ไว้ ศรี จะโทรหาพี่เองนะ"

สามอาทิตย์ผ่านไป ชายหนุ่มก็ขาดการติดต่อกับหญิงสาวคนรัก
ไม่ว่าจะยิงไป หรือจะโทรไปยังไงเธอก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ของเขาอีกเลย
สมชาย จัดการเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครในคืนนั้นเอง....

"โธ่ พี่ เรื่องมันก็นานมาแล้ว ตอนนี้ พี่ศรี เขาก็กลับมาหาพี่แล้วนี่ พี่ไม่รัก พี่ศรี แล้วเหรอ ?"
"ป้าดโธ่ ไอ้สิงห์ นั่นมันแค่เริ่มต้น มึงลองฟังเรื่องของกูให้จบก่อนเถอะ แล้วมึงค่อยตอบกูว่า 'ถ้ามึงเป็นกู' มึงจะทำยังไง ?"

ตัดกลับมาที่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ สมชายในเสื้อลายสก็อต กางเกงยีนส์สามส่วน
กำลังสะพายกระเป๋าเป้เดินลงมาจากรถ บขส. ภาพเบื้องหน้าที่ชายหนุ่มเห็นทำให้เขาตกตะลึงยืนค้างอยู่บนบันไดรถ
คือภาพของผู้คนมากมายที่เดินกันอยู่ที่สถานีขนส่งนั้นมีความเร็วเท่ากับ 8X
เหมือนเขากำลังกดเร่งสปีดตอนดูหนังโป๊อยู่กับเครื่องเล่นวีซีดีราคาถูกที่บ้าน

"ไอ้ชิบหาย มันจะรีบไปไหนกันวะ" เขาคิดในใจ ก่อนที่จะถูกใครบางคนดันลงมาจากบันไดรถ บขส.
มันทำให้เขาเสียหลักกลิ้งตกบันไดลงมา และก่อนที่เขาคิดจะทำอะไร ผู้คนที่เดินอยู่ภายในสถานีขนส่งต่างก็วิ่งกรูมาที่เขา


พลั่ก!! พลั่ก!! อั่กส์!! อุ๊บส์!!


หลายตีนกำลังช่วยกันรุมกระทืบเขา นี่เขาทำอะไรผิดวะ ตกรถลงมาแล้วยังมาโดนคนรุมกระทืบอีก
หลังจากผู้คนเหล่านั้นช่วยกันกระทืบเขาจนหนำใจแล้ว พวกเขาก็จากไป ปล่อยให้ชายหนุ่มนอนจุกอยู่ตรงนั้นจนสลบไป....

"เฮ้ย ตื่นๆ มานอนอะไรตรงนี้" เสียงของชายแปลกหน้าปลุกให้สมชายตื่นขึ้นจากอาการเมาตีน
สมชายลุกขึ้นมาตั้งการ์ดทันที ราวกับกลัวว่าชายแก่คนกวาดถนน ที่ปลุกเขาเมื่อครู่จะกระทืบเขาซ้ำอีก

"ฮ่า ฮ่า นี่คงเพิ่งมาถึงบางกอกล่ะสิ" ชายแก่เอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นน้ำขวดให้

"มึงอยู่กรุงเทพ มึงห้ามล้ม เพราะถ้ามึงล้มจะมีแต่คนรุมซ้ำมึง"
คือบทเรียนแรกที่เขาเรียนรู้จากชายแก่ ในวันแรกที่เขามาถึง

ชายชรายังสอนอะไรให้เขาอีกหลายอย่าง ล้วนแต่เป็นสิ่งมีประโยชน์ในการดำรงชีพอยู่ในเมืองหลวงทั้งสิ้น
"อยู่ที่นี่ มึงห้ามรักคนอื่นมากกว่าตัวเอง เข้าใจ๋ ?"
"ทำอะไรต้องหวังสิ่งตอบแทน ไม่งั้นมึงก็ทำฟรี ไม่มีคำว่าน้ำใจสำหรับคนกรุงเต๊บ"
"อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า ไอ้ห่า คนที่นี่ไม่มีใครหวังดีกับมึงหรอก นี่เห็นเป็นคนบ้านเดียวกับกูนะ ถึงได้บอก แสด"

"โห ลุง ใช้ศัพท์โคตรวัยรุ่นเลย เจ๋งว่ะ ผมดีใจนะที่ได้คุยกับคนอย่างลุง ขอบคุณมากครับ"
หลังจากนั่งคุยกันอยู่นาน สมชายก็เอ่ยลากับชายชราผู้ใจดี

"แล้วคงได้เจอกันอีกนะครับ ลุง"
"ขอให้มึงเจอแฟนมึงเร็วๆ นะ กูไปกวาดถนนต่อล่ะ"
ลุงบอกลา พร้อมกับไปกวาดถนนต่อที่สปีดความเร็ว 16X

สมชายเดินมาที่ป้ายรถเมลล์ เขาหยิบแผนที่ ที่สมศรีเคยวาดให้เมื่อครั้งก่อนขึ้นมาดู
"ไอ้เหี้ย ไปยังไงต่อวะ"

สมชายบ่นกับตัวเองก่อนที่จะนึกขึ้นได้ ว่าไปรถแท็กซี่มิเตอร์ดีกว่า เอาแผนที่ให้มันดูเดี๋ยวมันก็คงพาเขาไปหาสมศรีได้ถูก
เขาล้วงกระเป๋าจะหยิบกระเป๋าเงินออกมาดู แต่ก็ต้องใจหายวาบเมื่อพบว่ากระเป๋าไม่ได้อยู่ในที่ที่มันควรอยู่แล้ว
เขาไล่ลำดับความจำ ยังจำได้ดีว่าตอนคุยกับลุงคนกวาดถนน มีรถลูกชิ้นเข็นผ่านมาเขายังซื้อเลี้ยงลุงไปสองไม้

"อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า ไอ้ห่า คนที่นี่ไม่มีใครหวังดีกับมึงหรอก"
คำพูดของลุงดังก้องเข้ามาในหัวแบบออโต้เมติก

"ไอ้สัด ลุง แม่งเล่นกูแล้ว" สมชายคิดในใจ

เขาเอามือลูบแหวนที่นิ้วกลางข้างซ้าย และพบว่ามันยังอยู่ดี แหวนวงนี้เป็นแหวนทองที่พ่อให้มาก่อนที่เขาจะมากรุงเทพ
เขาคิดว่าถ้าไม่ขัดสนถึงที่สุดยังไงก็จะไม่ยอมขายมันอย่างเด็ดขาด สมชายสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ น้องศรีของพี่
รอพี่ก่อนนะจ๊ะ พี่กำลังจะไปหา เขาสะพายกระเป๋าเป้ออกเดินหางานทำแถวๆ นั้นเอง

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา สมชายกลายเป็นลูกจ้างอยู่ในร้ายขายข้าวหมกไก่ หน้าที่ของเขาคือล้างจาน เขาขยันและตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่
โดยหวังจะเก็บค่าแรงเอาไว้เป็นค่ารถเพื่อเดินทางไปหาคนรัก

ไม่น่าเชื่อจากเด็กล้างจานในร้านขายข้าวหมกไก่ จะก้าวมาถึงขั้น รัฐมนตรีสมชาย อย่างเช่นทุกวันนี้....ไอ้สิงห์คนขับรถคิดในใจ

ไอ้สิงห์เคยเป็นลูกน้องอยู่ในแก๊งค์เด็กแว้นของ สมชาย ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่นอยู่ที่ต่างจังหวัด
มันเปรียบเสมือนมือขวาของเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร สิงห์กับสมชายสนิทกันมาก แต่มันก็ขาดการติดต่อกับสมชายไปหลายปี
ก็ตั้งแต่สมชายเข้ากรุงเทพมาหาสมศรีนั่นแหละ

วันเวลาผ่านไปหลายปี วันหนึ่งมันเห็นคนใส่สูทในทีวี แล้วรำพึงในใจว่า 'ชิบหาย...ลูกพี่กูเดี๋ยวนี้เป็น ส.ส. แล้วเหรอวะ'
มันเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ไอ้สมชายลูกพี่มันที่จบแค่ ป.6 โรงเรียนเดียวกันกับมันถึงได้เจริญก้าวหน้าไปขนาดนั้น

วันเวลาผ่านไปอีกไม่นานเท่าไหร่ ไอ้สมชายลูกพี่มันก็กลายเป็น ท่านรัฐมนตรีสมชาย
ผู้ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลักหลายๆ อย่างในเมืองไทย
เปลี่ยนแปลงยังไงบ้างน่ะเหรอ ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศมหาอำนาจ ประเทศหนึ่งในโลกแล้วนะ
คุณรู้มั้ยเพราะใคร ? ก็เพราะท่านสมชายนี่แหละ

เขาเป็นคนเสนอความคิดให้ประเทศที่ผลิตข้าวส่งออกเป็นหลักจับมือรวมตัวกันเป็นกลุ่ม
แล้วกดราคาข้าวแม่งให้แพงขึ้น ไอ้พวกฝรั่งอยากแดกข้าวก็ต้องซื้อข้าวในราคาแพงล่ะครับ
และด้วยความคิดอันชาญฉลาดของ ท่านสมชาย นี้เอง ทำให้ตอนนี้ท่านได้เครดิตไปเต็มๆ จนถึงขั้นตั้งพรรคการเมืองเอง
เพื่อหวังที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งคราวหน้า โอว...ลูกพี่ไอ้สิงห์แม่งสุดตีนจริงๆ

พอเห็นลูกพี่ได้ดิบได้ดีถึงเพียงนั้น ไอ้สิงห์จึงมุ่งหน้าเข้ากรุงมาเพื่อหวังบารมี ท่านสมชาย
จนได้เป็นคนขับรถส่วนตัวอยู่อย่างทุกวันนี้แหละ....

"ไอ้เหี้ยสิงห์ มึงคิดในใจเสร็จหรือยัง กูคันปากอยากเล่าต่อ" สมชายสะกิดคนขับรถ
"เอาเลย เอาเลย พี่ ต่อเลย"

เวลาในร้านขายข้าวหมกไก่ ผ่านไปสองเดือนกว่า สมชาย คิดคำนวณเงินดูแล้วก็พบว่ามันไม่เหลือเงินเก็บเลยในแต่ละเดือน
อาจจะเป็นเพราะว่ามันล้างจานได้ช้ากว่าเด็กกรุงเทพ อาจจะเป็นเพราะว่ามันมัวแต่เหม่อลอยคิดถึงสมศรีอยู่ตลอดเวลา
หรืออาจจะเป็นเพราะวงไพ่วงใหญ่ในห้องพักคนงานหลังร้านที่แม่งตั้งวงเล่นกันได้ทุกเย็น

อย่างไรก็ตาม เวลาสองเดือนกว่าที่เขาอยู่ที่นี่ ก็ได้ทำให้เขารู้จักกับยอดฝีมือคนหนึ่ง
"กู๊ดสปีด" (GOOD SPEED) คือฉายาของพี่กู๊ด ฉายานี้ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ แล้วมีคนตั้งให้แก
แต่เป็นเพราะว่าแกทำเหี้ยอะไรได้เร็วสัดๆ เคยมีคนประมาณความเร็วของแกว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 48.75X

สมชาย เริ่มตีสนิทจนพี่กู๊ดไว้ใจยอมถ่ายทอดวิชาให้ทีละน้อย ความเร็วของเขาเริ่มเพิ่มขึ้น...
จาก 1X เป็น 4X จาก 4X เป็น 8X และเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น จำนวนจานที่สมชายล้างก็ได้มากขึ้น
ค่าจ้างก็ได้มากขึ้นเช่นกัน เวลาผ่านไปอีกไม่กี่เดือนเขาก็มีเงินเก็บพอที่จะไปหาสมศรี

เช้าวันนั้นสมชายแต่งตัวหล่อ หวีผมตั้งแบบ แบงค์ วงแคลช ออกจากร้านไป เขาโบกแท็กซี่แล้วหยิบแผนที่ให้โชเฟอร์ดู
"โห ลายมือมึง...ส้นตีนมาก" โชเฟอร์บอกกับเขา ก่อนที่จะพาเขาไปส่งยังจุดหมายปลายทาง

มันเป็นห้องเช่าเล็กๆ แถวจังหวัดนนทบุรี สมชายจ่ายเงินค่ารถแท็กซี่ แล้วเดินเข้าไปถามคนดูแลห้อง
"อ๋อ นังสมศรีน่ะเหรอ มันเพิ่งย้ายออกไปเมื่อวานนี่เอง"

เหมือนสายฟ้าผ่าลงมาที่กลางกบาล....เหมือนหัวใจของสมชายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
เหมือนหนังเกาหลีที่พระเอกกับนางเอกแม่งเดินจะชนกันตายห่าอยู่แล้ว เสือกมองไม่เห็นกัน

"ย้ายไปไหนครับพี่ พี่พอจะรู้มั้ย"
"ย้ายไปอยู่กับผัวมันน่ะแหละ"

* "อยู่...กับ...ผัว" (หัว...หัว...หัว) <<<< เสียงเอ๊คโค่
( ซ้ำ * 3 รอบ )

เย็นวันนั้นคนที่ร้านข้าวหมกไก่ทุกคนต่างก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของสมชาย แต่ไม่มีใครเอ่ยปากถามอะไร
เขานั่งซึมอยู่ในห้องพักเป็นเวลานาน เพื่อนๆ เรียกให้ออกมากินข้าวก็ไม่ยอมกิน เสียงประตูห้องถูกเปิดออก
คนที่เข้ามาคือ พี่กู๊ดสปีด นั่นเอง กู๊ด ลงมานั่งข้างๆ สมชาย

"เห็นมึงเศร้า กูก็ไม่สบายใจอ่ะนะ คนเคยรู้จักกัน"
"........"

"เอางี้ มึงเคยถามกูใช่มั้ย ว่าทำไม มึงไม่ทะลุขั้น 8X ซักที วันนี้กูจะบอกเคล็ดลับให้"
กู๊ดสปีด ควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า มันเป็นกระโปก เอ้ย กระปุกอันเล็กๆ ซึ่งบรรจุเม็ดยาสีส้มไว้ข้างใน

"ลองดูดนี่ดูสิ" เขาชูมันขึ้นให้ สมชาย ดู

สมชาย ไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่ายาเม็ดสีส้มที่เขาเห็นตรงหน้าคือยาบ้า ยาม้า เอมเฟตามีน หรืออะไรก็ตามแต่ที่เขาเรียกกัน
แต่เหตุผลที่เขาเสพมันเข้าไปอาจเป็นเพราะว่าในช่วงชีวิตของเขาตอนนั้น.....เขาอยากจะบ้าจริงๆ ก็เป็นได้

16X คือความเร็วที่สมชายล้างจานหลังจากเสพยา
พร้อมกับความเร็วของภาพความทรงจำที่ไหลผ่านสมองไปอย่างรวดเร็วจนทำให้เขาสามารถลืมสมศรีได้

อย่างน้อยก็ในช่วงขณะหนึ่ง.....

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากผู้เสพเป็นผู้ขาย จากผู้ขายกลายเป็นมือขวาเอเยนต์ใหญ่
"ลุงชัท" คือชื่อที่คนในวงการรู้กันว่าแกมีแบ็คดี บางคนว่าชื่อของแกเต็มๆ คือ "ลุง...ชัท...อัพ"
เพราะแกไม่ชอบให้ใครพูดแทรก เวลาแกคุยทุกคนรู้ว่าต้องเงียบ

ลุงชัท เป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารีย์ สมชาย มีโอกาสทำธุรกิจกับแกบ่อยๆ จนแกไว้ใจ
ยอมให้เชื่อของไปทีละเยอะๆ ก่อน แล้วค่อยมาเคลียร์เงินกันทีหลัง ซึ่งสมชายก็ไม่เคยทำให้แกผิดหวัง

ในแต่ละเดือน สมชาย ทำยอดขายให้แกได้ดีเสมอมา ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นเด็กล้างจานอยู่ในร้านขายข้าวหมกไก่ร้านเดิมแล้ว
เขาคือ "พี่สมชาย" มือขวาของ ลุงชัท ที่คนในวงการต่างรู้จักกันดี

คาราโอเกะสุดหรู เป็นที่ที่ ลุงชัท พา สมชาย มาเที่ยวเพื่อปลดปล่อยความเครียด
"ลื้อ เคยมาที่นี่ มั้ย อาสมชาย"
"ไม่เคยครับ"

"เด็กที่นี่ สวยๆ เยอะ ลื้อจะเอาใคร ลื้อชี้เลย เดี๋ยวอั๊ว จัดห้ายยย"

สมชายกวาดสายตามองเด็กสาวในร้านจนมาสะดุดอยู่ที่ผู้หญิงคนหนึ่ง

"สมศรี.."
มันเป็นชั่วโมงแห่งความอึดอัด และความโศกเศร้า ที่สมชายต้องทนนั่งดูอดีตหญิงสาวคนรักถูกไอ้ลุงชัทคลอเคลีย นัวเนีย
เมื่อสบโอกาสตอนที่ลุงชัทลุกไปเยี่ยว เขาจึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ

"ศรี...จำพี่ไม่ได้เหรอ"

เงียบ...ไม่มีเสียงใดใดเล็ดลอดออกจากปากของหญิงสาวคนที่เขาเคยรัก เสียงเพลงในห้องคาราโอเกะยังคงดังต่อไป
"ทุ่งนาแดนนี้ข้าเคยไถทำ....สองมือข้าเคยหว่านดำ"

ไอ้เหี้ย ลุงชัทแม่งเสือกเลือกเปิดเพลงนี้พอดี โคตรเข้ากับบรรยากาศ
แววตาของ สมศรี จ้องมองมาที่เขา เหมือนว่าเขาคือคนแปลกหน้า ยิ่งทำให้เขาโคตรปวดใจ

"ศรี ว่า พี่อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยนะ เรื่องของเรามันจบไปนานแล้ว มันไม่มีทางจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม พี่เองก็รู้ดี"
สมชายนั่งก้มหน้ามองพื้น ในหัวสมองครุ่นคิด เขาคงต้องพูดกับลุงชัทตรงๆ

ประตูห้องถูกเปิดออก ร่างของลุงชัทเดินเข้ามาในห้อง ท่าทางแกกำลังเมาปลิ้นได้ที่
"เฮ้ยๆ มา ร้องเพลงกันต่อ" ลุงชัทล้มตัวลงนั่งพร้อมกับบีบหน้าอกสมศรีไปหนึ่งดอก

"อุ้ย พี่ชัทก็ อายเขา" สมศรีทำท่าทางเขินอาย

รีโมทเครื่องเล่นคาราโอเกะถูกหยิบมากดเบอร์ 80010 ก่อนที่ภาพและเสียงบนจอทีวีพลาสม่าเครื่องใหญ่จะค่อยๆ ดังขึ้น
"ความร้ากกก ที่พังลงไป อนาโคดดดด ที่สุดก็ผ่านโพ้นปายยย เหลือเพียงร่างกายที่ยับเยินน"

สมชายสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะบอกกับลุงชัท
"ลุงชัทครับ ผมมีเรื่องจะบอก"

"ภาวานาห้ายจายที่เจ็บจงเข้มแข็ง แม้มานจะร้ายเรี่ยวแรง จะฝืนลุกยืนห้ายหวายยย"
"เอ่อ...ลุงชัทครับ"

"เฮ้ย ไอ้สมชาย มึงชัทอัพแหมน กูกำลังร้องเพลง....ยางงายต้องร้าบบบบให้ด้ายยยยย"
ลุงชัทแม่งตะคอกเสียงดังออกไมค์



"ชีวิตแค่โดนทำร้าย....."



มันไม่ใช่เพราะฤทธิ์ของแอลกฮอล์หรอก ในตอนที่สมชายคว้าขวดเหล้า แบล็ก เลเบิล ขึ้นมาหวดเข้าที่หัวกบาลของลุงชัท

และมันก็ไม่ใช่ฤทธิ์ของแอมเฟตามีนที่สมชายเสพเข้าไปก่อนที่จะออกมาเที่ยวคาราโอเกะหรอก
ที่ทำให้เขากระทืบชายแก่ที่นอนอยู่ข้างหน้าแบบ นัน สต๊อป

เมื่อเขารู้สึกตัวอีกที ในห้องนั้นก็เต็มไปด้วยเลือดของลุงชัท

"ไอ้เหี้ย ชิบหายแล้วพี่ พี่ทำอะไรลงไปเนี่ย" สมศรีร้องเสียงหลง

เขาต้องหนี...แล้วเขาต้องไปให้เงียบที่สุด ข้างนอกห้องนั่น ลูกน้องลุงชัทแม่งแดกเบียร์รออยู่อีกเป็นสิบ
เสียงเพลงของวงบอดี้แสลมยังคงดังต่อไป เขาหยิบกระเป๋าสะพายกำลังจะวิ่งออกจากห้อง แต่ สมศรี คว้าแขนของเขาเอาไว้

"ฉันจะร้องให้คนมาช่วยนะ"
"ศรี แค่นี้พี่ก็จะตายห่าอยู่แล้ว ศรี จะทำแบบนั้นทำไม"

"ถ้าพี่ไม่มีอะไรปิดปากฉัน ฉันจะร้องบอกไอ้พวกข้างนอกนั่นจริงๆ ด้วย"
"โถ่ ศรี นี่มึงกลายเป็นคนกรุงเทพไปแล้วจริงๆ"

สมชาย ควักกระเป๋าเงินออกมาแต่ยังไม่ทันได้หยิบเงิน สมศรี ก็คว้ากระเป๋าของเขาไปทั้งกระเป๋า
"เฮ้ย ทุเรศว่ะ แม่งกระจอกเหมือนเดิมเลย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ 40 บาท ไอ้ชิบหาย"

สายตาของ สมศรี มองหาของมีค่าในตัวของเขา "แหวน มึงถอดแหวนมา"
"แต่ ศรี แหวนวงนี้ พ่อให้พี่มานะ"

"ถ้ามึงไม่ถอด กูแหกปาก"
สมชาย ถอดแหวนให้ไปแบบไม่เต็มใจ หลังจาก สมศรี ได้แหวนไปมันเอาแหวนส่องกับไฟได้พักหนึ่ง
ก็เอาเลือดของลุงชัท มาทาตัว ก่อนที่จะแกล้งลงไปนอนสลบอยู่บนโซฟา...

วันนั้นกว่าที่ลูกน้องของ ลุงชัท จะรู้ว่าลูกพี่ของพวกตนถูก สมชาย กระทืบตายห่าคาห้องคาราโอเกะก็อีกหลายชั่วโมงต่อมา
และเมื่อถึงตอนนั้น สมชาย ก็หนีไปได้ไกลแล้ว....

"อีสมศรี ตายจากกูไปนับแต่วันนั้น"
สมชายบอกกับไอ้สิงห์ในขณะที่สายตามองเหม่อออกไปนอกรถอย่างไร้จุดหมาย

"พี่ยังดีนะ ถ้าเป็นผม ผมเอาตีนนาบหน้าไปตั้งแต่ในร้านคาราโอเกะแล้ว แม่งเหี้ยจริงๆ แล้วไงต่อครับพี่"
"จากวันนั้น กูหนีไปตั้งต้นชีวิตใหม่แถวชานเมือง โดยการขายหมูปิ้ง"

"ขายหมูปิ้ง!!"
"ใช่ กูขายหมูปิ้งอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็ว 42X เก็บเงินเก็บทอง ทำบุญทำทาน จนร่ำรวยขึ้นมา แล้วก็มาลงสมัครรับเลือกตั้ง"

"ไอ้เหี้ย พี่สมชาย ถึงพี่จะโกหกประชาชนทั้งประเทศได้ แต่พี่อย่ามาโกหกผมครับ"
"มึงรู้"

"เออ ถึงผมจะเรียนมาน้อย แต่ผมก็ไม่โง่นะครับพี่ ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เวลาพี่โกหกตาพี่แม่งจะเหล่เข้าหากัน"
"ไอ้สัด ถึงว่าสิ ตอนกูพูดหาเสียง กูถึงมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด นี่ไม่รู้ตัวมาก่อนเลยนะเนี่ย ขอบใจๆ"

"เรื่องจริงมันเป็นยังไงต่อครับ"
"เออ กูก็หนีมากบดานอยู่เว้ย ข่าวแม่งก็เงียบ ไม่มีข่าวในหนังสือพิมพ์เลยนะ เรื่องที่ไอ้เหี้ยลุงชัทแม่งตายน่ะ
แม่งคงจะปิดข่าวกัน ไอ้ 'แบ๊คอัพ' ของลุงชัทที่ว่าใหญ่นั่น มันคงมีแผนอะไรสักอย่าง แล้ววันหนึ่งตอนกูนอนอยู่ในห้อง
มันก็ส่งคนมาอุ้มกูเว้ย"

"มันอุ้มพี่ไปทำไมอ่ะ"
"มันรู้ว่าพี่เป็นมือขวา ฝีมือดีที่สุดของลุงชัท และมีเครือข่ายลูกค้าแน่นพอ ที่มันจะมา 'แบ๊คอัพ' พี่ต่อได้
เรื่องลุงชัท ก็ให้มันแล้วๆ กันไป เดี๋ยวมันจะช่วยพี่ ให้เรื่องเงียบ แต่ให้พี่ทำงานให้มันต่อ พี่ทำงานให้ 'ท่าน' จนร่ำรวย
น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ต่อมาท่านก็เลยช่วยพี่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และซื้อเสียงจนพี่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้"

"อืมมม....ไม่น่าเชื่อ เรื่องของพี่นี่แม่งเริ่มมาจากผู้หญิงคนเดียวเลยนะเนี่ย"
"ใช่...บางทีเรื่องใหญ่ๆ มันก็มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ แบบนี้แหละ"

รถบีเอ็มสีน้ำเงินเคลื่อนผ่านถนนไปอย่างรวดเร็ว ชายทั้งสองในรถจบบทสนทนากันไปได้ครู่ใหญ่
ก่อนที่ สิงห์ จะเอ่ยคำถามทำลายความเงียบนั้น

"แล้วพี่ได้กลับบ้านไปหาพ่อบ้างมั้ย"

สมชายเงียบไปครู่หนึ่ง ในดวงตาของเขามีความเศร้าแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"พี่ใช้ชีวิตในเมืองหลวง แบบ 42X เวลาของพี่ผ่านไปเร็วมาก มารู้ข่าวอีกทีพ่อแกก็ตายไปแล้ว"



รถบีเอ็มคันนั้นจอดสนิทอยู่ที่ริมถนน 'ท่านสมชาย' ลงมายืนอยู่ด้านนอกรถ ก่อนที่จะจุดบุหรี่ขึ้นสูบ
บริเวณนั้นมีรถราและผู้คนผ่านไปมามากมาย คล้ายกับวันที่เขาเพิ่งมาถึงกรุงเทพใหม่ๆ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
ผู้คนในเมืองหลวงยังคงใช้ชีวิตที่ความเร็วต่างกันไป มากบ้าง น้อยบ้าง อยู่ที่ใครจะปรับตัวให้เข้ากับ 'เครื่องจักร'
ที่เรียกว่า 'สังคมเมือง' ได้ดีแค่ไหน

ไอ้สิงห์ ได้จากเขาไปแล้ว หลังจากที่ฟังเรื่องราวของเขาจบลง มันจอดรถเข้าข้างทางและเดินจากไปทันที

"ไอ้สิงห์ มึงจะไปไหนวะ"
"ผมจะกลับบ้านครับพี่ ผมไม่อยากเป็นคนกรุงเทพ"

ท่านสมชาย ยังจำรอยยิ้มที่เขาเห็นบนใบหน้าของชายหนุ่มรุ่นน้องได้เป็นอย่างดี
มันเป็นรอยยิ้มที่จริงใจ เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้พบเห็นในรอบหลายปีที่ผ่านมาจนลืมเลือนมันไปแล้ว
เป็นรอยยิ้มของมนุษย์คนหนึ่งที่เต็มใจใช้ชีวิตแบบไม่รีบเร่ง แต่ก็มีความสุข ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตัวเขาเองไม่เคยมีเลย....







'วราห์ชา'
25-28 เมษายน 2551


 

edit @ 29 Apr 2008 13:12:59 by กูหมี

Comment

Comment:

Tweet


อ่านแล้วชอบครับ
#4 by รถเล็ก (58.8.119.189) At 2008-05-02 16:11,
เขียนได้สนุกดีค่ะ เห็นภาพชัดดีด้วย555open-mounthed smile
#3 by ~aMe~ At 2008-05-02 14:53,
นี่แหละครับที่อยากเห็น
อีกไม่นานหรอกนะอ้วนนะbig smile
#2 by 10เดซิเบล (58.8.134.2) At 2008-05-01 18:49,
ซะเห็นภาพเรยพี่ ไอตอนที่ความเร็วเป็น 8X ฯลฯ เนี่ย 55+
#1 by Sid (124.121.145.72) At 2008-04-28 21:38,